วันเสาร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2551

สถิติคืออะไร

สถิติคืออะไร

สถิติ คือ วิธีการทางวิทยาศาสตร์ (Scientific method) ซึ่งจะช่วยให้การตัดสินใจต่อปัญหาต่างๆเป็นไปอย่างมีหลักการและถูกต้องที่สุด ความเข้าใจเช่นนี้ไกลจากความเข้าใจของคนทั่วไปในอดีตอย่างมากมาย ในอดีตนั้น ประชาชนมักจะเข้าใจว่า สถิตินั้นเป็นเพียงข้อมูลตัวเลข ผู้ที่จะมาทำงานสถิติมีพื้นความรู้เพียง บวก ลบ คูณ หารก็พอ ซึ่งแท้จริงแล้วหาเป็นเช่นนั้นไม่ ผลงานของนักสถิติต่างๆ เริ่มตั้งแต่ Karl Pearson ใน ค.ศ. 1900ตามมาด้วยผลงานของ W.S. Gosset (Student) ; R.A. Fisher, Jersey Neyman, E.S. Pearson จนกระทั่งถึงผลงานของ B.Efron เมื่อ ค.ศ. 1979 ล้วนแล้วแต่ทำให้เห็นชัดว่า สถิติเป็นวิธีทางวิทยาศาสตร์อย่างหนึ่ง ซึ่งจะอาศัยการวิเคราะห์ข้อมูลตัวเลข ที่ได้มาเพื่อประโยชน์ในการตัดสินที่ถูกต้องที่สุด

การสถิติของประเทศไทย ได้กำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรกเกือบ 80 ปี มาแล้ว ในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2457 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตั้ง "กรมสถิติพยากรณ์" ขึ้นเป็นหน่วยราชการมีฐานะเป็นกรม ภายใต้กระทรวงการคลังมหาสมบัติ ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 37 ลงวันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2457 โดยมีเสด็จในกรมกรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ ทรงดำรงตำแหน่งอธิบดี มีหน้าที่รวบรวมข้อมูล ตัวเลขทะเบียน และรายงานต่างๆ ของกระทรวง ทบวง กรม เพื่อประโยชน์ใช้ในราชการ เวลาผ่านไปประมาณ 20 ปี หลังจากนั้นกิจกรรมในเชิงสถิติของกรมนี้ลดน้อยลงไปมาก เนื่องจากขาดทั้งคนและงบประมาณ ในระยะนี้มีการเปลี่ยนแปลงสถานภาพและสังกัดหลายครั้งหลายหน ระหว่างกระทรวงการคลัง และกระทรวงพาณิชย์ งานที่ทำสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอัน ออกเผยแพร่แก่ประชาชนทั่วไป ก็มีเพียงการรวบรวมข้อมูลสถิติประชากร เศรษฐกิจและการค้า จัดพิมพ์เป็นเล่ม ในลักษณะรายงานสถิติประจำปี เป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2459 เป็นฉบับปฐมฤกษ์ เสนอข้อมูลเบื้องต้น ทั้งหมด 90 ตารางด้วยกัน ตลอดระยะเวลาอันค่อนข้างยาวนานดังกล่าว มิได้มีการทำสำมะโน หรือสำรวจใดๆ เลย กิจกรรมต่างๆ ในเชิงสถิติก็ยังคงถูกจำกัดในวงแคบๆ โดยขาดบุคลากรและงบประมาณ ที่เหมาะสมเช่นเดิม คงจะเป็นที่จำกันได้ว่า สถิติเป็นของที่ใหม่มากในสมัยนั้น ผู้ที่สนใจในข้อมูลตัวเลขก็น้อยเต็มที่ แม้แต่ในประเทศที่เจริญแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา ความสนใจสถิติอย่างจริงจังก็ไม่มี จนกระทั่งหลังจากที่เกิด ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอย่างมาก เมื่อ ค.ศ. 1932 ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 2475 แล้ว นักเศรษฐศาสตร์จึงเห็นความจำเป็นที่จะต้อง อาศัยข้อมูลตัวเลขนานาชนิดเพื่อการวางแผนฟื้นฟูภาวะเศรษฐกิจของประเทศ ส่วนประเทศไทยนั้น สถานภาพ ของการสถิติของชาติ ยังคงซบเซาตลอดเรื่อยมา จนถึงสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อ พ.ศ. 2485

ยุคทองของการสถิติของประเทศไทย ได้เริ่มขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2495 เหตุผลที่กิจการสถิติ เริ่มได้รับความสนใจอย่างจริงจัง ก็เพราะในระยะเวลานั้นประเทศไทย อยู่ในภาวะต้องเร่งพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมอย่างมากมายและเร่งด่วน หลังจากสงครามโลกครั้งที่สองได้สิ้นสุดลง ซึ่งประเทศได้รับความเสียหายอย่างมาก จากภาวะสงครามดังกล่าว จึงมีความจำเป็นที่จะต้องพึ่ง ความช่วยเหลือจากต่างประเทศ คือ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และองค์การสหประชาชาติ ในการยืมเงินมาลงทุนซ่อมถนนหนทาง และตึกปรักหักพังไปในระหว่างสงคราม ตลอดจนส่งข้าราชการไปศึกษา และดูงานในสาขาวิชาต่างๆ เพื่อที่จะได้ความรู้ที่ทันสมัย กลับมาช่วยฟื้นฟูประเทศ รัฐบาลมีความจำเป็น ที่จะต้องมีสถิติพื้นฐานต่างๆ หลายรายการด้วยกัน เช่น สถิติประชากร ผลิตผลเกษตร และอุตสาหกรรมนานาชาติ รายได้ประชาชาติ ฯลฯ เพื่อให้ธนาคารโลก รัฐบาลสหรัฐอเมริกา และสถาบันอื่นๆ นำไปใช้ประกอบการพิจารณาเงินกู้ ของรัฐบาลไทย

ในปี พ.ศ. 2495 นั้น รัฐได้ออกพระราชบัญญัติสถิติ 2495 ขยายขอบเขตอำนาจหน้าที่ของรัฐออกไป อย่างกว้างขวางกว่าเดิมเป็นอันมาก ทั้งในด้านการบริหารกิจกรรมสถิติ การส่งเสริมประสานงาน สถิติ การทำสำมะโนประชากร การสำรวจนานาชาติ การศึกษาอบรมสถิติ ตลอดจนด้านการวิจัยในด้านวิชาการ รัฐบาลได้จัดตั้ง สำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ขึ้นในสำนักนายกรัฐมนตรีในเดือนกันยายน พ.ศ. 2502 และได้สั่งให้ ยกฐานะของกรมสถิติพยากรณ์ ขึ้นเป็นสำนักงานสถิติกลาง กลับมีฐานะเท่ากรม เป็นส่วนหนึ่งของ สำนักงานเลขาธิการพัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาติ ซึ่งเป็นทบวงการเมืองอิสระ ในช่วงระยะเวลาดังกล่าวนี้ สำนักงานสถิติกลางได้ดำเนินการ รวบรวมข้อมูลสถิติหลายโครงการ ซึ่งสำเร็จลงได้ด้วยดี เพราะส่วนหนึ่งได้รับความร่วมมืออย่างดี จากสหประชาชาติและรัฐบาลอเมริกัน ส่งผู้เชี่ยวชาญมาช่วยแนะนำดำเนินการ ในบรรดาผู้เชี่ยวชาญหลายท่าน ซึ่งรัฐบาลไทยได้ช่วยเหลือจากสถาบันต่างๆนั้น มีผู้เชี่ยวชาญท่านหนึ่งจากสหประชาชาติ คือ ศาสตราจารย์ ฟิลลิป เฮาเซอร์ มาจากมหาวิทยาลัยชิคาโกในสหรัฐอเมริกา และเคยดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าการทบวงสำมะโนประชากร U.S. Bureau of Census) ของสหรัฐอเมริกามาก่อน ท่านผู้นี้ได้เป็นผู้ที่มีบทบาท สำคัญยิ่งที่ได้ช่วยให้รัฐบาลไทย เห็นความสำคัญของสถิติ ซึ่งมีผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ และเริ่มยินดี ที่จะสนับสนุนกิจกรรมสถิติ ด้วยงบประมาณเป็นจำนวนมาก อย่างที่ไม่เคยคาดฝันมาก่อน

ต่อมาเพื่อที่จะให้ราชการสถิติของชาติก้าวรุดหน้าไปรวดเร็วกว่าเดิม รัฐเห็นสมควรให้สำนักงานสถิติกลาง แยกออกจากสำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ และเลื่อนฐานะขึ้นเป็น สำนักงานสถิติแห่งชาติ (National Statistical Office) แต่ยังคงมีฐานะเท่ากรม เช่นเดิม เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2506 ซึ่งถือว่าเป็นวันก่อตั้งสำนัก งานตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 80 ตอนที่ 50 ลงวันที่ 22 พฤษภาคม 2506 ในการนี้ สำนักงานสถิติแห่งชาติไทย ได้ขยายด้านกำลังเจ้าหน้าที่จาก 5 กอง เป็น 9 กอง เพื่อรองรับงานที่เพิ่มขึ้น

จากการที่โครงการพัฒนาสถิติ ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่ งานสถิติสำคัญของระดับชาติ จึงประสบความสำเร็จด้วยดีหลายประการ เริ่มด้วยสำมะโนประชากร 2503 (ค.ศ. 1960) ซึ่งทำตามคำเชื้อเชิญของสหประชาชาติ ขอให้บรรดาประเทศสมาชิก จัดทำสำมะโนประชากรทุก 10 ปี ในปี ค.ศ. ที่จบ ลงด้วย "0" งานชิ้นแรกที่สำเร็จได้ผลอย่างดียิ่ง โดยปรากฏจากผลของการทดสอบ ความถูกต้องหลังสำมะโน ว่ามีความถูกต้องใกล้เคียงความจริงมากที่สุด ทั้งนี้เนื่องจากการปฏิบัติงานอย่างทันสมัย และช่วยให้ได้ผลออกเผยแพร่ในช่วงระยะเวลาอันรวดเร็ว

ความสำเร็จซึ่งได้จากการทำสำมะโนประชากร 2503 นั้น ได้สร้างความเชื่อถือในการปฏิบัติงานของสำนักงานสถิติ ยิ่งกว่าเดิมเป็นอันมาก ซึ่งช่วยให้สำนักงานได้รับการสนับสนุน จากรัฐบาลในด้านงบประมาณ การเงินและกำลังคนเพียงพอใน 10 ปีที่ตามมาคือ 2503 - 2513 นั้นการสถิติของชาติได้ขยายออกไปกว้างอย่างมากมาย นอกเหนือจากสำมะโนประชากร 2503 แล้วสำนักงานยังได้ทำสำมะโนอื่นๆ อีก คือ สำมะโนเกษตร (2506) และสำมะโนอุตสาหกรรม (2507) สำมะโนธุรกิจและบริการ (2509) ส่วนงานสำรวจนั้น ก็สำเร็จไปด้วยดีหลายโครงการด้วยกัน เช่น การสำรวจการปลูกข้าว การสำรวจความเปลี่ยนแปลงของประชากร การสำรวจแรงงาน และการสำรวจการใช้จ่ายของครอบครัว เป็นต้น งานสถิติได้ขยายออกไปต่างจังหวัด ขึ้นหลายจังหวัด โดยจัดตั้งสำนักงานสถิติตามจังหวัดที่สำคัญ ทั่วราชอาณาจักร แต่ละสำนักงานมีเจ้าหน้าที่ประจำประมาณ 5-10 คน โดยมีสถิติจังหวัดเป็นหัวหน้า มีหน้าที่ปฏิบัติงานสถิติตามท้องถิ่น ตามคำสั่งของสำนักงานสถิติแห่งชาติ และให้ความร่วมมือแก่หน่วยราชการอื่นๆ และเอกชน ในจังหวัดนั้นๆ ซึ่งปรากฏว่าได้ผลเป็นที่พอใจ ความสำเร็จในโครงการพัฒนาสถิติของรัฐบาลสมัยนั้น นำความชื่นชอบมาให้บรรดาผู้ที่เกี่ยวข้องเป็นอันมาก

ในขณะเดียวกันกับที่สำนักงานสถิติแห่งชาติเริ่มงานใหม่ๆ สำนักงานก็ได้ขอความร่วมมือจากรัฐบาลอเมริกันและสถาบันอื่นๆ เช่น สหประชาชาติ สหราชอาณาจักร จัดหาคนศึกษาและดูงานสถิติศาสตร์ และสาขาที่เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมากกว่า 150 คน ในช่วงเวลา 10 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2503 - 2513 เพื่อคนไทยจะได้สามารถรับงานต่อ จากบรรดาผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศหลายท่าน ซึ่งทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาในการบริหารงานสถิตินานาชนิดอยู่ในขณะนั้น

หน้าที่สำคัญอีกประการหนึ่งซึ่งได้ระบุใน พ.ร.บ. สถิติ 2495 ก็คือสำนักงานสถิติแห่งชาติ จะต้องส่งเสริมการอบรม และศึกษาวิชาสถิติให้ได้ระดับมาตรฐานสากล ทั้งนี้โดยเหตุที่ความหมายของคำว่า "สถิติ" นั้น มีความหมายแตกต่างและกว้างขวาง กว่าที่เคยเข้าใจกันว่าเป็นแต่เพียงข้อมูลตัวเลขเท่านั้น เพราะสถิติยังหมายถึงศาสตร์ ซึ่งจะใช้วิเคราะห์ ข้อมูลตัวเลขที่เก็บได้มาอีกด้วย เพื่อที่จะได้มาซึ่งข้อยุติ ที่จะช่วยในการตัดสินใจในกรณีที่มีปัญหา ความหมายที่สองของคำว่า "สถิติ" จึงหมายความว่าสถิติเป็นศาสตร์ (Science) อย่างหนึ่งนั่นเอง ฉะนั้นการเก็บข้อมูลตัวเลข จึงมีจุดประสงค์สองประการ คือนอกจากจะนำมาช่วยในการบริหารธุรกิจประจำวัน เช่น กำหนดตารางเดินรถโดยสารประจำทาง แล้วจุดประสงค์ของการเก็บข้อมูลตัวเลข อีกประการหนึ่งก็คือ จะนำมาวิเคราะห์ตามหลักวิชาสถิติ เพื่อหาข้อมูลยุติที่จะช่วยการตัดสินใจ ความหมายสองประการทำนองนี้ สำหรับศาสตร์อื่นๆ ก็เช่นกัน เป็นต้นว่า "คณิตศาสตร์" นั้น นอกจากจะหมายความ ถึงข้อมูลตัวเลขแล้ว ยังหมายถึงวิชาการ ซึ่งเป็นศาสตร์อย่างหนึ่งด้วยทำนองเดียวกันนี้คำว่า "บัญชี" นั้น นอกจากจะหมายถึงงบดุลบัญชีกำไรขาดทุนแล้ว ยังหมายถึงหลักวิชาการบัญชี อีกด้วย

เพื่อที่จะสนองการกำหนดหน้าที่ศึกษาวิชาสถิติดังกล่าว ซึ่งจำเป็นจะต้องศึกษาในมหาวิทยาลัย และต้องใช้เวลานาน ถึง 4-7 ปี เช่นเดียวกันกับอาชีพอื่น เช่น กฎหมาย แพทย์ และวิศวกรรมศาสตร์นั้น สำนักงานสถิติแห่งชาติจึงได้ติดต่อกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขอความร่วมมือให้มีการเปิดสอนวิชาสถิติอย่างกว้างขวาง ในคณะพาณิชยศาสตร์ และการบัญชี โดยเปิดภาควิชาสถิติขึ้นเริ่มตั้งแต่ปีการศึกษา 2496 ตามหลักสูตรของพาณิชยศาสตรบัณฑิตสาขาวิชาสถิติ นิสิตจะแยกจากหลักสูตรพาณิชยศาสตร์ธรรมดา เพื่อเรียนหนักในกลุ่มวิชาสถิติในปีที่ 3 และ 4 ปรากฏว่าในปีการศึกษา 2497 ซึ่งเป็นปีแรกที่มีนิสิตจบหลักสูตร พศ.บ (สถิติ) นั้นมีเพียง 3 คน ในปีต่อ ๆ มาจำนวนที่จบก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ บางปีมีถึง 70 คน อย่างไรก็ดี หัวหน้าภาควิชาสถิติขณะนั้น สำนึกอยู่เสมอว่า แม้ว่าหลักสูตร พศ.บ จะสามารถผลิตบัณฑิตผู้ที่มีความรู้ ทางวิชาการสถิติลึกซึ้งพอสมควรก็จริง แต่ยังน่าจะหาทางปรับปรุงหลักสูตร ให้เข้มแข็ง เพื่อที่จะได้เหมาะสมกับปริญญาทางสถิติศาสตร์โดยตรง โดยเน้นหนัก ในวิชาคณิตศาสตร์ คอมพิวเตอร์ และคณิตศาสตร์สถิติระดับสูง จึงได้ติดต่อกับ Mr. Waller Wynne Jr. ผู้แทนขององค์การ AID ของสหรัฐอเมริกาเพื่อ ขอความช่วยเหลือ ส่งผู้เชี่ยวชาญมาช่วยร่างหลักสูตร ปริญญาตรี ทางสถิติ โดยมีมาตรฐานทัดเทียมมหาวิทยาลัย ต่างประเทศ ซึ่งมีการศึกษาดีในด้านนี้ ทางองค์การ AID ก็ยินดีตอบสนองการขอร้องขอความร่วมมือโดยจัดหา IBM 1620 คอมพิวเตอร์ มาให้เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2506 ซึ่งเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องแรกของประเทศไทย การนำเครื่องคอมพิวเตอร์เข้ามาในประเทศครั้งนี้ มีส่วนช่วยในการพัฒนาสถิติของประเทศเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในด้านการปฏิบัติงานสำมะโนและสำรวจ และในด้านการค้นคว้า และวิจัยนานาประการ เมื่อเครื่อง IBM 1620 เข้ามาติดตั้งอยู่ ณ ภาควิชาสถิตินั้น หลายประเทศ เช่น มาเลเซีย ศรีลังกา และสิงคโปร์ก็สนใจส่งเจ้าหน้าที่มาดูการ ปฏิบัติงานของเครื่องอีกด้วย เพราะประเทศของเขาเองยังไม่มี

ต่อจากนั้นกิจกรรมต่างๆ ซึ่งเกี่ยวกับการใช้เครื่องสมองกลก็ได้เริ่มขึ้น ปรากฏว่าหลักสูตร Major ทาง Computer Science เป็นแขนงวิชาที่ได้รับความนิยมมากที่สุดแขนง วิชาหนึ่ง ตั้งแต่ปีการศึกษาแรกเป็นต้นมาตราบจนทุกวันนี้ เป็นเวลาหลายปี ระยะแรกๆ นอกจากจะเปิดใช้ในการสอนนิสิตของภาควิชาเองแล้ว นิสิตและอาจารย์ภาควิชาอื่นๆ ภายในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตลอดจนข้าราชการบุคคลอื่นทั่วไป ยังได้ร่วมเข้ามาใช้เครื่องคอมพิวเตอร์นี้ โดยเสียค่าบริการในอัตราเพียงเล็กน้อยอีกด้วย ภาควิชาได้เปิดอบรมหลักสูตรภาษา FORTRAN และ COBOL เป็นระยะๆ ติดต่อกันเป็นเวลาหลายปี เพื่อบุคคลภายนอกจะได้มีโอกาสศึกษา รุ่นแรกเริ่มเมื่อวันจันทร์ที่ 21 มกราคม 2506 มีการสอนทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ บรรดาอาจารย์มหาวิทยาลัย ข้าราชการเจ้าหน้าที่รัฐวิสาหกิจและบุคคลจากสถาบันเอกชน สนใจมารับการอบรมกันมากมาย เช่น จากภาควิชาต่างๆ ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเอง จากบัณฑิตวิทยาลัยวิศกรรมศาสตร์ สปอ. โรงเรียนนายเรือ และนายทหารเรือ การพลังงานแห่งชาติ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาติ องค์การสหประชาติการ ไฟฟ้า ยันฮี ฯลฯ รวม 60 กว่าคน ซึ่งในจำนวนนี้หลายท่าน ต่อมาดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ในราชการและธุรกิจ

นอกเหนือจากการนำเอาเครื่อง IMB 1620 เข้ามาในประเทศไทย ซึ่งจัดเป็นเครื่องแรกแล้วองค์การ AID ยังได้จัดหาผู้เชี่ยวชาญ ด้านการวางหลักสูตรสถิติมายังภาควิชา และก็จัดว่าเป็นโชคดีอย่างยิ่งที่ผู้ที่มาช่วยร่างหลักสูตร สต.บ. ก็คือ Professor Gertrude M.Cox ศาสตราจารย์ผู้ก่อตั้ง สถาบันสถิติศาสตร์ (Institute of Statistics) ของมหาวิทยาลัย North Carolina ซึ่งเป็นสถาบันที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่ง ของสหรัฐอเมริกาในด้านวิชาสถิติ ท่านผู้นี้ได้ให้ความสนใจ ต่อการวางหลักสูตรภาควิชาสถิติของเราอย่างจริงจัง ศึกษาความต้องการด้านวิชาการสถิติของประเทศไทยอย่างรอบคอบ ในขณะเดียวกันก็ขอความเห็นจากบรรดาคณาจารย์ของภาควิชาการสถิติ และข้าราชการของสำนักงานสถิติแห่งชาติ และกระทรวงทบวงกรมอื่นซึ่งเกี่ยวข้องกับ การใช้หรือผลิตสถิติ ทั้งนี้เพื่อจะได้แน่ใจว่าหลักสูตรที่ร่างให้ จะเหมาะสมกับความต้องการของประเทศไทยอย่างแท้จริง มีครั้งหนึ่งที่ท่านได้อุตส่าห์ขับรถจากมหาวิทยาลัย North Carolina มาพักอยู่กับผู้เขียนที่เมืองชิคาโกถึง 3 วันโดยมิได้คิดค่าตอบแทนแม้แต่น้อย เพื่อที่จะพิจารณาความเหมาะสม ของหลักสูตรสถิติกับผู้เขียน ซึ่งเป็นความเสียสละที่น่าประทับใจอย่างยิ่ง

ในอดีตเราได้เห็นความสำคัญของการใช้สถิติประยุกต์กับศาสตร์อื่น ยังประโยชน์ให้กับส่วนรวมอย่างมากมาย ดังเช่น เมื่อปี ค.ศ. 1954 ประมาณ 40 ปีที่แล้ว ในสหรัฐอเมริกา สถิติได้ช่วยให้การทดลองใช้ Salk Vaccine ป้องกันโรคโปลิโอเป็นผลสำเร็จ ซึ่งยังประโยชน์ให้แก่มนุษย์โลกอย่างใหญ่หลวง การทดลองครั้งนั้นใช้เด็กถึงหนึ่งล้านคน จัดว่าเป็นการทดลองทางสาธารณสุขที่ใหญ่ที่สุดสมัยนั้น

การทดลองอีกสองราย ซึ่งสถิติมีส่วนช่วยให้เป็นผลสำเร็จ ในสหรัฐอเมริกาก็คือ การทดลองผลของการสูบบุหรี่ ซึ่งได้ข้อยุติว่าอาจจะเป็นผลร้ายต่อสุขภาพของผู้สูบอย่างมาก และในที่สุดการใช้สถิติวิเคราะห์ระดับความ ปลอดภัย ของปริมาณยาสลบที่ใช้ในการผ่าตัด ประโยชน์ซึ่งได้รับจากการใช้สถิติช่วยในการวิเคราะห์และทดลอง ทั้งหลายเหล่านี้ เป็นที่ยอมรับในวงการวิชาการ โดยทั่วไปทุกประเทศทุกวันนี้ ส่วนในประเทศไทยนั้น ก็มีการใช้สถิติประยุกต์กับศาสตร์อื่น ในการวิเคราะห์ผลของการทดลองอยู่เสมอ และขยายวงกว้างออกไปทุกที ไม่ว่าจะเป็นเกษตรศาสตร์ รัฐศาสตร์ แพทยศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ฯลฯ แทบทุกโรงงานอุตสาหกรรม จะมีหน่วยควบคุมคุณภาพของผลผลิต บางแห่งจะใช้คอมพิวเตอร์คุมทั้งการผลิต และการบริหารตั้งแต่ต้นจนจบ แม้แต่การเลือกตั้งผู้แทนราษฎรทุกครั้ง ก็มีการสำรวจประชามติล่วงหน้า ซึ่งปรากฏว่าหากดำเนินการโดยถูกต้อง ตามหลักวิชาการแล้ว จะได้ผลใกล้เคียงความจริงจากประสบการณ์ต่างๆ เหล่านี้ก็พอจะกล่าวได้ว่า ขณะนี้วงการทางวิชาการของประเทศไทย ยอมรับแล้วว่า สถิติจะช่วยให้การค้นคว้าวิจัยประสบผลสำเร็จ ได้ข้อยุติที่เชื่อถือได้ เช่นเดียวกับที่เป็นที่ยอมรับแล้วในนานาประเทศ

บทที่ 2 การใช้ประโยชน์ข้อมูลสถิติ

2.1 ประเภทของผู้ใช้ข้อมูลสถิติ

ข้อมูลสถิติต่างๆ ที่ได้จัดเก็บรวบรวมมานั้น ไม่ใช่เป็นประโยชน์เฉพาะผู้ใช้ในวงการราชการเท่านั้น แต่ยังเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้ในวงการอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งสามารถจัดกลุ่มผู้ใช้ข้อมูลสถิติออกเป็นกลุ่มใหญ่ ได้ดังนี้

1. กลุ่มผู้ใช้ในวงการราชการ ซึ่งได้แก่กระทรวง กรม และองค์การต่างๆ ของรัฐ ซึ่งรับผิดชอบ หรือเกี่ยวข้องกับการวางแผนงาน และการควบคุม ดูแล บริหารงานในด้านต่างๆ

2. กลุ่มผู้ใช้ในวงการเอกชน ซึ่งได้แก่ ธนาคารพาณิชย์ นักลงทุนทางธุรกิจ อุตสาหกรรม ทั้งในประเทศและต่างประเทศ สถาบันวิจัยธุรกิจ การโฆษณา สื่อมวลชน

3. สถาบันการศึกษาและวิจัย ซึ่งได้แก่หน่วยงานที่ดำเนินการทางด้านการศึกษา และการวิจัยด้านต่าง ๆ
4. องค์การระหว่างประเทศ โดยเฉพาะองค์การระหว่างประเทศ หรือหน่วยชำนาญพิเศษของ สหประชาชาติที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมสนับสนุนช่วยเหลือทางด้านความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจสังคม การยกระดับการกินดีอยู่ดีของประชากรของโลก เช่น FAO ILO WHO IMF เป็นต้น

2.2 ประโยชน์ของข้อมูลสถิติ

ข้อมูลสถิติมีความสำคัญและจำเป็นต่อการบริหารงานและพัฒนาประเทศ เป็นเครื่องมือ สำหรับ ผู้บริหาร ใช้เป็นแนวทางประกอบการตัดสินใจในการจัดทำแผนงาน กำหนดนโยบายหรือแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ดังนั้นประโยชน์ของข้อมูลสามารถจำแนกตามการใช้ที่สำคัญๆ ได้ดังนี้

- ข้อมูลสถิติที่ใช้ในการบริหาร เป็นข้อมูลสถิติที่หน่วยงานต่างๆ ได้ผลิตขึ้นมา เพื่อใช้ในการบริหารและควบคุมการดำเนินงานประจำในสายงานต่างๆ หรือตรวจสอบผลการบริหารงาน เช่น ข้อมูลสถิติจากระบบทะเบียนราษฎร สามารถนำไปใช้ในการกำหนดเขตการเลือกตั้ง การเกณฑ์ทหาร หรือการเข้าเกณฑ์การศึกษาภาคบังคับ เป็นต้น
- ข้อมูลสถิติที่ใช้ในการพัฒนา ข้อมูลสถิติมีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ของประเทศ ประโยชน์ของข้อมูลที่ใช้ในการพัฒนานั้น สามารถแยกพิจารณาได้ 3 กรณี คือ

1) การใช้ข้อมูลสถิติ สำหรับการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม โดยอาศัย ข้อมูลสถิติเป็นพื้นฐานในการจัดทำแผน การกำหนดเป้าหมาย และทิศทางของการพัฒนา เช่น การกำหนด หรือ การวางนโยบายเกี่ยวกับการศึกษาภาคบังคับ การวางนโยบายเกี่ยวกับงบประมาณแผ่นดิน การวางนโยบายเกี่ยวกับ การค้าทั้งในประเทศและนอกประเทศ อัตราค่าจ้างแรงงาน การเก็บภาษีอากร เป็นต้น ในช่วงภาวะวิกฤติเศรษฐกิจเช่นในปัจจุบันนี้ ข้อมูลสถิติเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการกำหนดนโยบาย และแก้ไขปัญหาต่างๆ ของรัฐบาล โดยเฉพาะใช้เป็นเครื่องเตือนภัยล่วงหน้า เพื่อรัฐบาลจะได้กำหนดนโยบายหรือแผนงานต่างๆ ให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ

2) การใช้ข้อมูลสถิติ สำหรับการติดตามความก้าวหน้าของแผนพัฒนา หรือ โครงการต่างๆ ซึ่งรัฐบาลและหน่วยงานราชการได้จัดทำโครงการพัฒนาเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นแผนระยะสั้นและระยะยาว ฉะนั้นจึงจำเป็นต้องมีข้อมูลเพื่อทำการตรวจสอบและติดตามความก้าวหน้าของ โครงการดังกล่าวว่า ได้ผลมากน้อยเพียงใด เพื่อผู้บริหาร สามารถนำไปแก้ไขปรับปรุงแผนการดำเนินงานได้อย่างถูกต้องและทันเวลา หรือเพื่อนำผลที่ได้ไปใช้ประโยชน์ สำหรับการวางแผนโครงการอื่นๆ ที่มีลักษณะคล้ายๆ กัน

วัตถุประสงค์ที่สำคัญของการติดตามผลโครงการ คือ
• เพื่อรายงานความก้าวหน้า ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงาน
• เพื่อชี้ประเด็นของปัญหา ให้ข้อเสนอแนะและแนวทางในการแก้ไขปัญหา
• เพื่อนำข้อมูลไปปรับปรุงแผนการดำเนินงานของโครงการในระยะต่อไป หรือเพื่อเป็นแนวทางใน การจัดทำแผนปฏิบัติงานของโครงการอื่นๆ
• เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานของโครงการหรือคณะทำงานมีความกระตือรือร้นในการปฏิบัติงาน

3) การใช้ข้อมูลสถิติ สำหรับการประเมินผลแผนพัฒนาหรือโครงการพัฒนา เมื่อการดำเนินงานตามแผนงาน / โครงการพัฒนาได้เสร็จสิ้นลงแล้ว จำเป็นต้องมีการประเมินผลหรือวัดผลการ พัฒนาว่าได้ผลตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่ตั้งไว้เพียงไร จึงจำเป็นต้องใช้ข้อมูลสถิติเป็นเครื่องมือที่ชี้บอก ความสำเร็จหรือประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการพัฒนา

ตัวอย่างการใช้ข้อมูลสถิติสำหรับการพัฒนาในด้านต่างๆ ที่สำคัญในภาครัฐ
• ด้านการศึกษา ในการกำหนดนโยบายและการวางแผนพัฒนาการศึกษาและการกระจายโอกาสทางการศึกษาของประชาชนในระดับการศึกษาต่างๆ นั้น ข้อมูลสำคัญที่ต้องการใช้ ได้แก่ ประชากรก่อนวัยเรียนและวัยเรียน บุคลากรทางการศึกษา ปริมาณการผลิตและพัฒนาครูในแต่ละสาขา จำนวนสถานศึกษา ค่าใช้จ่ายในแต่ละระดับการศึกษา เป็นต้น
• ด้านการเกษตร ในการกำหนดนโยบายและวางแผนพัฒนาทางการเกษตรของประเทศ ข้อมูล ที่ต้องการใช้ ได้แก่ ครัวเรือนที่ทำการเกษตร เนื้อที่การเพาะปลูก ผลิตผลทางการเกษตร จำนวนปศุสัตว์ ราคาสินค้าเกษตรกรรม เครื่องมือเครื่องใช้ทางการเกษตร ภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนเกษตร การประมง การป่าไม้ ข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งน้ำ และ การชลประทาน เป็นต้น
• ด้านอุตสาหกรรม ใช้จัดทำแผนงาน หรือกำหนดนโยบายและส่งเสริมอุตสาหกรรม ส่งเสริม - การลงทุนและพัฒนาเทคโนโลยีทางด้านอุตสาหกรรม ซึ่งได้แก่ ข้อมูลเกี่ยวกับปริมาณการผลิตทางอุตสาหกรรม ต้นทุนการผลิต จำนวน แรงงาน ค่าใช้จ่ายของสถานประกอบการ มูลค่าเพิ่ม ฯลฯ
• ด้านรายได้ - รายจ่ายของครัวเรือน เป็นข้อมูลที่มีความสำคัญที่ใช้วัดความเจริญ เติบโตทางเศรษฐกิจ การครองชีพและการกระจายรายได้ของประชากร ซึ่งจะเป็นเครื่องชี้วัดที่สำคัญ ของผลการพัฒนาประเทศ ข้อมูลสถิติที่สำคัญ ได้แก่ รายได้รายจ่ายของครัวเรือน ภาวะหนี้สิน สภาพความเป็นอยู่ ที่อยู่อาศัยของครัวเรือน เป็นต้น
• ด้านสาธารณสุข การจัดทำแผนพัฒนาด้านสาธารณสุข การพัฒนางานวิชาการทางการแพทย์ / สาธารณสุข เพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพอนามัยที่ดี จำเป็นต้องใช้สถิติเกี่ยวกับการเกิด การตาย การเจ็บป่วยของประชาชน การรักษาพยาบาล ความเป็นอยู่และสภาพทางสังคมของประชากร การอนามัยและสุขาภิบาล พฤติกรรมด้านการบริโภค การสูบบุหรี่และดื่มสุรา เป็นต้น
• ด้านคมนาคมและขนส่ง การปรับปรุงบริการและพัฒนาทางการคมนาคม ขนส่ง และการสื่อสารของประเทศ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาด้านต่างๆ และกระจายความเจริญไป สู่ภูมิภาค ข้อมูลที่ใช้ ได้แก่ รายรับ - รายจ่ายของการประกอบการขนส่ง ปริมาณผู้ใช้บริการในแต่ละเส้นทาง ปริมาณการขนส่ง ทางถนน ทางน้ำ และทางอากาศ รายละเอียดเส้นทาง คมนาคม ข้อมูลเกี่ยวกับการจัดสรรความถี่วิทยุ จำนวนครัวเรือนที่มีเครื่องรับวิทยุ - โทรทัศน์ เป็นต้น

นอกจากนี้ ข้อมูลสถิติยังเป็นที่ต้องการและใช้กันอย่างกว้างขวาง และแพร่หลายในวงการธุรกิจ เอกชน โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลาง และขนาดใหญ่ที่ต้องอาศัยข้อมูลในการวางแผนด้านต่าง ๆ อย่างรอบคอบ เพื่อให้การดำเนินธุรกิจมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จ ความก้าวหน้าได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนด้านการผลิต การตลาด การโฆษณา การกำหนดราคาสินค้าหรือบริการให้เหมาะสมกับกำลังซื้อ และสภาวะการแข่งขัน จะต้องอาศัยการศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลสถิติต่างๆ ที่จำเป็น และเป็นประโยชน์ในการวางแผน และการตัดสินใจในด้านต่างๆ เพื่อลดอัตราการเสี่ยงที่จะต้องประสบความล้มเหลวในการดำเนินการ และเพื่อให้การแก้ไขปัญหาภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจได้เป็นผลสำเร็จ

2.3 การใช้ข้อมูลสถิติ

การใช้ข้อมูลสถิติ ผู้ใช้ข้อมูลจำเป็นจะต้องศึกษาภูมิหลังหรือความเป็นมาของข้อมูลสถิติที่จะนำ มาใช้เพื่อสามารถตัดสินใจได้ว่าจะใช้ข้อมูลใดหรือเชื่อถือข้อมูลที่มีอยู่มากน้อยเพียงใด การใช้ข้อมูลสถิติ มีหลักเกณฑ์ที่ผู้ใช้ข้อมูลควรพิจารณา ดังนี้

1. คำจำกัดความ / คำนิยาม (definition/concept) ในการผลิตข้อมูลจำเป็นต้องกำหนด ความหมายหรือคำจำกัดความหรือคำนิยามของคำที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เพื่อให้รู้ขอบเขตขอ งข้อมูล สถิติ ซึ่งข้อมูลสถิติเรื่องเดียวกันอาจแตกต่างกันได้เนื่องมาจากคำนิยาม / คำจำกัดความที่ใช้ไม่เหมือนกัน เช่น คำว่า " รายได้ " อาจหมายถึง รายได้ที่เป็นตัวเงินอย่างเดียว หรือรายได้ที่เป็นทั้งตัวเงินและที่ไม่เป็นตัวเงิน เป็นต้น

2. การจัดจำแนกข้อมูล (classification) เป็นการจัดประเภทข้อมูลตามลักษณะของข้อมูล การจัดจำแนกข้อมูล ควรเป็นไปตามมาตรฐานสากล เช่น การจัดจำแนกอาชีพ อุตสาหกรรม การศึกษา หมวดอายุ ฯลฯ ข้อมูลสถิติในเรื่องเดียวกัน ถ้ามีการจำแนกข้อมูลที่เป็นมาตรฐานเดียวกันก็สามารถ จะเปรียบเทียบกันได้

3. ระเบียบวิธีสถิติ (Statistical Methodology) เป็นระเบียบวิธีการผลิตข้อมูล เช่น วิธีการสำรวจซึ่งต้องอาศัยระเบียบวิธีการสุ่มตัวอย่าง สำหรับแผนแบบการสุ่มตัวอย่าง / การเลือกตัวอย่างมี หลายวิธี และแต่ละวิธีจะทำให้ได้ค่าประมาณ ( ผลการสำรวจ ) ที่ได้แตกต่างกันไป ดังนั้นข้อมูลในเรื่องเดียวกัน ถ้าใช้ระเบียบวิธีแตกต่างกัน ข้อมูลสถิติและผลการสำรวจก็จะแตกต่างกัน

4. คาบเวลาที่ข้อมูลอ้างถึง (reference period) ในการจัดทำสถิติคาบเวลาที่ข้อมูลอ้างถึงมีความสำคัญ มาก เพราะจะทำให้ทราบว่าข้อมูลสถิติที่รวบรวมได้เป็นของช่วงเวลาใด หรืออ้างอิงขณะใด เช่น คาบเวลาที่ข้อมูลอ้างถึงของสถิติจำนวนประชากรของโครงการสำมะโนประชากรและเคหะ พ . ศ .2543 คือ วันที่ 1 เมษายน 2543 หรือการเก็บรวบรวมข้อมูลการดำเนินกิจการของสถานประกอบการธุรกิจ พ . ศ .2542 ซึ่งดำเนินการเก็บข้อมูลในช่วงเดือนพฤษภาคม - มิถุนายน 2542 คาบเวลาที่ข้อมูลอ้างถึงคือ ปี 2541 หมายถึง การดำเนินกิจการตั้งแต่ มกราคม - ธันวาคม 2541 ( ปีบัญชี ) ทั้งนี้ คาบเวลาที่ข้อมูลอ้างถึงกับคาบเวลาที่เก็บรวบรวมข้อมูลอาจแตกต่างกัน หรือเป็นช่วงเวลาเดียวกันก็ได้

5. คุ้มรวม (Coverage) ในการจัดทำสถิติจำเป็นต้องกำหนดคุ้มรวม เพื่อให้ผู้ใช้ข้อมูลได้ทราบถึง ขอบเขตของข้อมูลว่าครอบคลุมแค่ไหน เช่น คุ้มรวมของครัวเรือนเกษตร โครงการสำรวจการเปลี่ยนแปลง ทางการเกษตร พ . ศ .2541 หมายถึง ครัวเรือนเกษตรที่มีเนื้อที่เพาะปลูกตั้งแต่ 2 ไร่ขึ้นไป หรือเลี้ยงปศุสัตว์ ตามประเภท / จำนวนที่กำหนด หรือ มีรายได้ต่อปีจากการขายผลิตภัณฑ์เกษตรตั้งแต่ 6,000 บาทขึ้นไป เป็นต้น


2.4 การใช้ประโยชน์ข้อมูลสถิติเพื่อการพัฒนาองค์การบริหารส่วนตำบล

ในปัจจุบันข้อมูลสถิติในระดับท้องถิ่นที่มีการเก็บเป็นประจำอยู่แล้ว ซึ่งองค์การบริหารส่วนตำบลสามารถนำมาใช้เพื่อการพัฒนาท้องถิ่น แบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม ดังนี้
• ข้อมูลสถิติพื้นฐานของหมู่บ้าน เป็นข้อมูลที่แสดงลักษณะโครงสร้างของหมู่บ้าน และลักษณะความเป็นอยู่ของประชาชนในชนบท ซึ่งได้แก่ สถิติประชากร สถิติแรงงาน สถิติการเกษตร สถิติอุตสาหกรรม สถิติการศึกษา สถิติการสาธารณสุข สถิติการคมนาคม สถิติรายได้รายจ่ายของ ประชาชน ในหมู่บ้าน เป็นต้น ซึ่งข้อมูลในส่วนนี้จะได้จากการจัดทำข้อมูลสถิติเพื่อการพัฒนาองค์การบริหารส่วนตำบล
• ข้อมูลความจำเป็นพื้นฐานของครัวเรือน ( จปฐ .) และข้อมูลพื้นฐานด้านเศรษฐกิจและสังคมระดับหมู่บ้าน ( กชช 2 ค .)
• ข้อมูล จปฐ . เป็นข้อมูลในระดับครัวเรือนที่แสดงถึงสถานะความจำเป็นของคนใน ครัวเรือนในด้านต่างๆ เกี่ยวกับคุณภาพชีวิตที่ได้กำหนดมาตรฐานขั้นต่ำเอาไว้ว่า คนควรจะมีคุณภาพชีวิตในเรื่องนั้นๆ เป็นอย่างไรในช่วงระยะเวลาหนึ่ง สำหรับเครื่องชี้วัดข้อมูล จปฐ . ปี 2545-2549 จะประกอบด้วยข้อมูล 6 หมวด 37 ตัวชี้วัด และมีการจัดเก็บข้อมูลทุกปี
• ข้อมูล กชช . 2 ค หมายถึง ข้อมูลพื้นฐานด้านเศรษฐกิจและสังคมระดับหมู่บ้านเป็น ข้อมูล ที่บอกสถานะของหมู่บ้านทุกหมู่บ้านในชนบทที่ครอบคลุมหลายมิติทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน คุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ ศักยภาพชุมชน ในช่วงแผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 ( พ . ศ . 2545-2549) จะมีการจัดเก็บข้อมูล กชช 2 ค . 2 ครั้ง คือ ในปี 2546 และ 2548 ซึ่งข้อมูลในปี 2546 มีตัวชี้วัดอยู่ 6 ด้าน 30 ตัวชี้วัด
• ข้อมูลการเงินการคลังของหน่วยราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งจัดเก็บตามคาบเวลาที่ผู้ใช้ ต้องการ เช่น รายเดือน รายไตรมาส รายปี เป็นต้น ซึ่งได้แก่ สถิติรายได้และรายจ่ายจริงของหน่วยราชการ ส่วนท้องถิ่น และสถิติงบแสดงฐานะการเงินของหน่วยราชการส่วนท้องถิ่น

ตัวอย่างการใช้ข้อมูลสถิติเพื่อการพัฒนาองค์การบริหารส่วนตำบลในด้านต่าง ๆ ได้แก่

• ด้านการวางแผนพัฒนาตำบล เช่น แผนประจำปี แผน 5 ปี ซึ่งเป็นตามแนวทางระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการวางแผนพัฒนา อบต .
พ . ศ . 2540
• ด้านการติดตามความก้าวหน้าของแผนพัฒนาตำบล หรือ โครงการต่างๆ ที่ อบต . ได้ดำเนินการอยู่
• ด้านการประเมินผลแผนพัฒนาอบต . หรือโครงการที่ อบต . ดำเนินการตาม แผนงานนั้น ๆ เสร็จสิ้นลงแล้ว

การใช้ข้อมูลเพื่อเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ผ่านทางเครือข่ายอินเตอร์เน็ต และสามารถ เชื่อมโยงข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

บทที่ 1การเก็บรวบรวมข้อมูลสถิติ

1.1 ความหมายของสถิติ ข้อมูลและข่าวสาร

1.1.1 สถิติ (Statistics) อาจพิจารณาได้ 3 ความหมาย คือ

• สถิติ หมายถึง ตัวเลขที่ใช้บรรยายเหตุการณ์หรือข้อเท็จจริง (facts) ของเรื่องต่างๆ ที่เราต้องการศึกษา เช่น สถิติจำนวนผู้ป่วย สถิติจำนวนคนเกิด สถิติจำนวนคนตาย เป็นต้น
• สถิติ หมายถึง ศาสตร์หรือวิชาที่ว่าด้วยหลักการและระเบียบวิธีทางสถิติ สถิติใน ความหมาย นี้มักเรียกว่า สถิติศาสตร์ (Statistics)
• สถิติ หมายถึง ค่าที่คำนวณขึ้นมาจากตัวอย่าง เพื่อแสดงถึงคุณลักษณะบางอย่างของข้อมูลชุดนั้น โดยทั่วไปจะนำค่าสถิติไปใช้ในการประมาณค่าพารามิเตอร์ ตัวอย่างเช่น ถ้าเราสนใจรายได้เฉลี่ยของคนในหมู่บ้าน แล้วเราสามารถนำรายได้ของทุกคนมา รวมกันแล้วหาค่าเฉลี่ยของรายได้ ค่าเฉลี่ยที่คำนวณได้นี้ถือว่าเป็นค่าพารามิเตอร์ แต่ถ้าเราสุ่มตัวอย่างคนในหมู่บ้านมาจำนวนหนึ่งแล้วคำนวณรายได้เฉลี่ย ค่าเฉลี่ยที่ได้นี้จะเป็นค่าสถิติ

1.1.2 ข้อมูล (data) หมายถึง ข้อเท็จจริง (facts) ที่เกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ซึ่งอาจเป็นข้อเท็จจริงที่เป็นตัวเลข เช่น จำนวนผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV ในหมู่บ้าน ราคาของพืชผักและผลไม้ต่างๆ ในหมู่บ้าน เป็นต้น หรืออาจเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ใช่ตัวเลข เช่น การศึกษา หรือ อาชีพของคนในหมู่บ้าน เป็นต้น

1.1.3 สารสนเทศหรือข่าวสาร (Information) หมายถึง ผลลัพธ์จากการนำเอาข้อมูลที่สังเกต และบันทึกไว้มาทำการจัดการข้อมูล ประมวลผล เชื่อมโยงความสัมพันธ์ และแปลความหมาย แล้วเลือกนำเสนอขึ้นเป็นสารสนเทศหรือข้อความรู้เพื่อใช้เป็นพื้นฐานสำหรับ ตัดสินใจปฏิบัติการต่างๆ

1.2 ขอบข่ายของสถิติ

1.2.1 ในกรณีที่สถิติ หมายถึง ข้อมูลสถิติ

ข้อมูลสถิติได้ครอบคลุมไปในแทบทุกแขนงของวิชาการในกิจกรรมต่างๆ ของการดำรงชีวิตประจำวัน การวางแผน การบริหารงาน การติดตามผล เป็นต้น

ในวงการสถิติของรัฐบาล ไม่ว่าข้อมูลสถิตินั้นๆ จะอยู่ในลักษณะของผลพลอยได้จากการบริหารงาน หรือจัดทำขึ้นมาเพื่อการสถิติโดยตรง สามารถจำแนกข้อมูลสถิติ ดังกล่าว ออกเป็น 23 สาขาด้วยกัน คือ

• สถิติประชากรและเคหะ
• สถิติแรงงาน
• สถิติการศึกษา การฝึกอบรม ศาสนาและวัฒนธรรม รวมถึงสถิติสื่อสารมวลชน
• สถิติด้านสุขภาพ
• สถิติสวัสดิการสังคม
• สถิติเกี่ยวกับหญิงและชาย
• สถิติรายได้และรายจ่ายของครัวเรือน
• สถิติด้านสังคม ประชากรศาสตร์ และสถิติอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
• สถิติบัญชีประชาชาติ
• สถิติการเกษตร การป่าไม้และการประมง
• สถิติอุตสาหกรรมและเหมืองแร่
• สถิติพลังงาน
• สถิติการค้าส่ง ค้าปลีกและการค้าระหว่างประเทศ
• สถิติการขนส่ง
• สถิติการคมนาคม
• สถิติการท่องเที่ยว
• สถิติการเงิน การธนาคาร การประกันภัย และดุลการชำระเงิน
• สถิติการคลัง
• สถิติราคา
• สถิติด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิทธิบัตร
• สถิติด้านเศรษฐกิจอื่น ๆ
• สถิติด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
• สถิติอุตุนิยมวิทยา

1.2.2 ในกรณีที่สถิติ หมายถึง สถิติศาสตร์ (Statistics)

วิชาสถิติมีขอบข่ายกว้างขวาง และเกี่ยวข้องกับศาสตร์อื่นๆ หลายแขนง เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ตรรกวิทยา เศรษฐศาสตร์ การบริหาร เป็นต้น จึงมีผู้ให้คำจำกัดความของวิชาการสถิติขึ้นใหม่ว่า

“ วิชาสถิติเป็นวิทยาศาสตร์ของการตัดสินใจในท่ามกลางความไม่แน่นอน ” ในการศึกษาวิชาสถิติ มักแบ่งสาขาและเนื้อหาออกเป็น 2 แขนงใหญ่ ๆ คือ

1. วิธีการทางสถิติ (Statistical Methods) ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลสามารถแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ
• สถิติพรรณนา (Descriptive Statistic) เป็นวิธีการทางสถิติเกี่ยวกับระเบียบวิธีที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล การจัดระเบียบข้อมูล การนำเสนอข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลอย่างง่าย และการสรุปผลข้อมูล

• สถิติอนุมาน (Inferential Statistic) เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลจากตัวอย่างที่เก็บรวบรวมมาแล้วอนุมานหรือสรุปผลไปสู่ประชากร ด้วยวิธีการทางสถิติ เช่น การประมาณค่า (Estimation) การทดสอบสมมติฐาน (Hypothesis Testing) เป็นต้น

2. ทฤษฎีสถิติ (Statistical Theory) เป็นการศึกษาหลักวิชา และวิธีการทางคณิตศาสตร์ ซึ่งใช้ในการพัฒนาและสนับสนุนความถูกต้องสมบูรณ์ของระเบียบวิธีสถิติ

1.3 ประเภทของข้อมูลสถิติ
แบ่งได้ 2 ลักษณะดังนี้

ข้อมูลเชิงคุณภาพ (Qualitative data) หมายถึงข้อมูลที่แสดงถึงสถานภาพ คุณลักษณะ หรือคุณสมบัติ เช่น เพศ เชื้อชาติ สถานภาพสมรส ศาสนา กลุ่มเลือด เป็นต้น

ข้อมูลเชิงปริมาณ (Quantitative data) หมายถึงข้อมูลที่อยู่ในรูปตัวเลข (numerical data) ที่แสดงถึงปริมาณ อาจเป็นค่าที่ไม่ต่อเนื่อง (discrete) คือค่าที่เป็นจำนวนเต็มหรือจำนวนนับ เช่น จำนวน รถยนต์ในกรุงเทพมหานคร จำนวนบุตรในครอบครัว เป็นต้น หรือเป็นค่าที่ต่อเนื่อง (continuous) คือค่าที่มีจุดทศนิยมได้ เช่น ความสูง น้ำหนัก อายุ อัตราเงินเฟ้อ สถิติน้ำฝนในปีต่างๆ เป็นต้น

1.4 แหล่งที่มาของข้อมูล (Source of Data)
ข้อมูลสถิติอาจจำแนกตามแหล่งที่มาได้ 2 ทาง คือ

• ข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Data) เป็นข้อมูลที่ผู้ใช้หรือหน่วยงานที่ใช้เป็นผู้ทำการเก็บข้อมูลด้วยตนเอง ซึ่งวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลอาจใช้วิธีการสัมภาษณ์ การทดลอง หรือการสังเกตการณ์ ข้อมูลปฐมภูมิเป็นข้อมูลที่มีรายละเอียดตรงตามที่ผู้ใช้ต้องการ แต่มักจะเสียเวลาในการจัดหาและมีค่าใช้จ่ายสูง

• ข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Data) เป็นข้อมูลที่ผู้ใช้ไม่ได้เก็บรวบรวมเอง แต่มีผู้อื่นหรือ หน่วยงานอื่นๆ ทำการเก็บรวบรวมไว้แล้ว เช่น จากรายงาน ที่พิมพ์แล้ว หรือยังไม่ได้พิมพ์ของ หน่วยงานของรัฐบาล สมาคม บริษัท สำนักงานวิจัย นักวิจัย วารสาร หนังสือพิมพ์ เป็นต้น การนำเอาข้อมูลเหล่านี้มาใช้เป็นการประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย แต่ในบางครั้งข้อมูลอาจจะไม่ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ หรือมีรายละเอียดไม่เพียงพอที่จะนำไปวิเคราะห์ นอกจากนี้ในบางครั้ง ข้อมูลนั้นอาจมีความผิดพลาดและผู้ใช้มักจะไม่ทราบข้อผิดพลาดดังกล่าว ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อการสรุปผล ดังนั้น ผู้ที่จะนำข้อมูลทุติยภูมิมาใช้ควรระมัดระวังและตรวจสอบคุณภาพข้อมูลก่อนที่ จะนำไปวิเคราะห์

1.5 คุณสมบัติของข้อมูลที่ดี
ข้อมูลที่ดีจะต้องประกอบด้วยคุณสมบัติที่สำคัญๆ ดังนี้คือ

1. ความถูกต้องแม่นยำ (accuracy) ข้อมูลที่ดีควรจะมีความถูกต้องแม่นยำสูง หรือถ้ามีความคลาดเคลื่อน (errors) ปนอยู่บ้าง ก็ควรที่จะสามารถควบคุมขนาดของความคลาดเคลื่อนที่ปนมาให้มีความคลาดเคลื่อน น้อยที่สุด

2. ความทันเวลา (timeliness) เป็นข้อมูลที่ทันสมัย (up to date) และทันต่อความต้องการของ ผู้ใช้ ถ้าผลิตข้อมูลออกมาช้า ก็ไม่มีคุณค่าถึงแม้จะเป็นข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำก็ตาม

3. ความสมบูรณ์ครบถ้วน (completeness) ข้อมูลที่เก็บรวบรวมมาต้องเป็นข้อมูลที่ให้ข้อเท็จจริง (facts) หรือข่าวสาร (information) ที่ครบถ้วนทุกด้านทุกประการ มิใช่ขาดส่วนหนึ่งส่วนใดไปทำให้นำไปใช้การไม่ได้

4. ความกระทัดรัด (conciseness) ข้อมูลที่ได้รับส่วนใหญ่จะกระจัดกระจาย ควรจัดข้อมูลให้อยู่ใน รูปแบบที่กระทัดรัดไม่เยิ่นเย้อ สะดวกต่อการใช้และค้นหา ผู้ใช้มีความเข้าใจได้ทันที

5. ความตรงกับความต้องการของผู้ใช้ (relevance) ข้อมูลที่จัดทำขึ้นมาควรเป็นข้อมูลที่ผู้ใช้ ข้อมูลต้องการใช้ และจำเป็นต้องรู้ / ทราบ หรือเป็นประโยชน์ต่อการจัดทำแผน กำหนดนโยบายหรือตัดสินปัญหาในเรื่องนั้นๆ ไม่ใช่เป็นข้อมูลที่จัดทำขึ้นมาอย่างมากมาย แต่ไม่มีใครต้องการใช้หรือไม่ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ข้อมูล

6. ความต่อเนื่อง (continuity) การเก็บรวบรวมข้อมูล ควรอย่างยิ่งที่จะต้องดำเนินการอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องในลักษณะของอนุกรมเวลา (time-series) เพื่อจะได้นำไปใช้ประโยชน์ในด้านการวิเคราะห์วิจัยหรือหาแนวโน้มในอนาคต

1.6 การดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลสถิติ
การดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล เพื่อนำมาจัดทำเป็นข้อมูลสถิติมีวิธีการที่ใช้โดยทั่วไปมี 5 วิธี ดังนี้

1. การเก็บรวบรวมข้อมูลจากรายงาน (Reporting System) เป็นผลพลอยได้จากระบบการบริหารงาน เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลจากรายงานที่ทำไว้หรือจากเอกสารประกอบการทำงาน ซึ่งการเก็บรวบรวมข้อมูลจากรายงานส่วนมากใช้เพียงครั้งเดียว จากรายงานดังกล่าว อาจมีข้อมูลเบื้องต้น บางประเภทที่สามารถนำมาประมวลเป็นยอดรวมข้อมูลสถิติได้ วิธีเก็บรวบรวมข้อมูลจากรายงานของหน่วยบริหาร นับว่าเป็นวิธีการรวบรวมข้อมูลสถิติโดยไม่ต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในการ ดำเนินงานมากนัก ค่าใช้จ่ายที่ใช้ส่วนใหญ่ก็เพื่อการประมวลผล พิมพ์แบบฟอร์มต่างๆ ตลอดจนการพิมพ์ รายงาน วิธีการนี้ใช้กันมากทั้งในหน่วยงาน รัฐบาลและเอกชน

หน่วยงานของรัฐที่มีข้อมูลสถิติที่รวบรวมจากรายงาน ได้แก่ กรมศุลกากรมีระบบ การรายงานเกี่ยวกับ การส่งสินค้าออก และการนำสินค้าเข้า ใบสำคัญหรือเอกสารที่ใช้ในการแจ้งการนำเข้าและ ส่งออกนั้น จะเป็นแหล่งของข้อมูลเบื้องต้น ซึ่งสามารถจะประมวลยอดรวมข้อมูลสถิติ แสดงปริมาณการค้าระหว่างประเทศได้ กรมสรรพากร มีแบบรายงาน ยื่นเสียภาษี ที่เรียกว่า ภงด . 9 ซึ่งสามารถรวบรวมข้อมูลสถิติเกี่ยวกับรายได้ของประชากร และกระทรวงศึกษาธิการ มีรายงานผลการปฏิบัติงานของโรงเรียนภายในสังกัดของกรมต่างๆ ซึ่งสามารถนำมาใช้ในการประมวลผลสถิติทางการศึกษาได้ นอกจากนี้ ก็มีแบบรายงานของหน่วยราชการส่วนท้องถิ่นเกี่ยวกับรายได้ - รายจ่าย รายจ่ายเกี่ยวกับการลงทุน งบแสดงฐานะทางการเงิน และแบบรายงานผู้ได้รับอนุมัติให้ก่อสร้าง ซึ่งทำให้ได้ข้อมูลสถิติต่างๆ ที่สามารถนำมาใช้ในการคำนวณบัญชีต่างๆ ในบัญชีประชาชาติได้ สำหรับหน่วยงานเอกชนนั้น ได้แก่ ข้อมูลเกี่ยวกับการผลิต การใช้วัตถุดิบ ซึ่งรวบรวมได้จากรายงานของฝ่ายผลิต สถิติแสดงปริมาณการขายสินค้าก็รวบรวมได้จากรายงานของพนักงานขายแต่ละคน เป็นต้น

2. การเก็บรวบรวมข้อมูลจากทะเบียน (Registration) เป็นข้อมูลสถิติที่รวบรวมจากระบบทะเบียน มีลักษณะคล้ายกับการรวบรวมจากรายงานตรงที่เป็นผลพลอยได้เช่นเดียวกัน จะต่างกันตรงที่ แหล่งเบื้องต้นของข้อมูลเป็นเอกสารการทะเบียนซึ่งการเก็บมีลักษณะต่อเนื่อง มีการปรับแก้หรือเปลี่ยนแปลง ให้ถูกต้องทันสมัย ทำให้ได้สถิติที่ต่อเนื่องเป็นอนุกรมเวลา ข้อมูลที่เก็บโดยวิธีการทะเบียน มีข้อรายการไม่มากนัก เนื่องจากระบบทะเบียนเป็นระบบข้อมูลที่ค่อนข้างใหญ่ มีพระราชบัญญัติคุ้มครอง หรือบังคับ การที่จะเปลี่ยนระบบทะเบียนเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ต้องการ ย่อมไม่อยู่ในวิสัยที่จะทำได้ง่ายนัก คุณภาพของข้อมูลสถิติที่ได้ขึ้นอยู่กับคุณภาพของการทะเบียนซึ่งข้อมูล บางอย่างอาจจะไม่ถูกต้องทันสมัย ตามความเป็นจริง

ตัวอย่างข้อมูลสถิติที่รวบรวมจากระบบทะเบียน ได้แก่ สถิติจำนวนประชากรที่กรมการปกครอง ดำเนินการเก็บรวบรวมจากทะเบียนราษฎร์ ประกอบด้วย จำนวนประชากร จำแนกตามเพศเป็นรายจังหวัด อำเภอ ตำบล นอกจากทะเบียนราษฎร์แล้วก็มีทะเบียนยานพาหนะของกรมตำรวจที่จะทำให้ได้ข้อมูล สถิติจำนวน รถยนต์ จำแนกตามชนิดหรือประเภทของรถยนต์ ทะเบียนโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งทำให้ทราบจำนวนโรงงานอุตสาหกรรม จำแนกตามประเภทของโรงงาน เป็นต้น

3. การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยวิธีสำมะโน ( Census ) เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลสถิติของทุกๆ หน่วยของประชากรที่สนใจศึกษาภายในพื้นที่ที่กำหนด และภายในระยะเวลาที่กำหนด การเก็บรวบรวม ข้อมูลสถิติด้วยวิธีนี้ จะทำให้ได้ข้อมูลในระดับพื้นที่ย่อย เช่น หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ และทำให้ได้ ข้อมูลที่เป็นค่าจริง

ตามพระราชบัญญัติสถิติ พ . ศ .2508 ได้บัญญัติไว้ว่า สำนักงานสถิติแห่งชาติเป็นหน่วยงานเดียวที่สามารถจัดทำสำมะโนได้ และการเก็บรวบรวมข้อมูลสถิติด้วยวิธีการสำมะโน เป็นงานที่ต้องใช้เงิน งบประมาณ เวลาและกำลังคนเป็นจำนวนมาก สำนักงานสถิติแห่งชาติจึงไม่สามารถจัดทำสำมะโนได้ในทุกๆ ปี ส่วนใหญ่จะจัดทำสำมะโนทุกๆ 10 ปี หรือ 5 ปี สำมะโนที่สำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้จัดทำ คือ สำมะโนประชากรและเคหะ ( ปีล่าสุด พ . ศ . 2543) สำมะโนการเกษตร ( ปีล่าสุด พ . ศ . 2546) สำมะโน ประมงทะเล ( ปีล่า สุด พ . ศ . 2538) สำมะโนอุตสาหกรรม ( ปีล่าสุด พ . ศ . 2540) และสำมะโนธุรกิจทางการค้าและธุรกิจทางการบริการ ( ปีล่า สุด พ . ศ . 2545)

4. การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยวิธีสำรวจ (Sample Survey) เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลสถิติ จากบางหน่วยของประชากรด้วยวิธีการเลือกตัวอย่าง การเก็บรวบ รวมข้อมูลสถิติด้วยวิธีนี้ จะทำให้ได้ ข้อมูลในระดับรวม เช่น จังหวัด ภาค เขตการปกครอง และรวมทั่วประเทศ และข้อมูลที่ได้จะเป็นค่าโดยประมาณ การสำรวจเป็นวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลที่ใช้งบประมาณ เวลา และกำลังคนไม่มากนักจึงสามารถจัดทำได้เป็นประจำทุกปี หรือ ทุก 2 ปี ปัจจุบันการสำรวจเป็นวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลสถิติที่มีความสำคัญ และใช้กันอย่างแพร่หลายมากที่สุด ทั้งในวงการราชการและเอกชน ไม่ว่าจะเป็น การสำรวจ เพื่อหาข้อมูลทางด้านการเกษตร อุตสาหกรรม สาธารณสุข การคมนาคม การศึกษา และ ข้อมูล ทางเศรษฐกิจและสังคมอื่นๆ รวมทั้งการหยั่งเสียงประชามติ การวิจัยตลาด ฯลฯ สำหรับสำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้จัดทำโครงการสำรวจที่สำคัญๆ หลายโครงการ เช่น การสำรวจภาวะการทำงานของประชากร ( การสำรวจแรงงาน ) การสำรวจการย้ายถิ่นของประชากร การสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของ ครัวเรือน การสำรวจการใช้พลังงานของครัวเรือน การสำรวจการเปลี่ยนแปลงของประชากร การสำรวจวิทยุ - โทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ การสำรวจอนามัยและสวัสดิการ การสำรวจข้อมูลเกี่ยวกับเด็กและเยาวชน การสำรวจภาวะการครองชีพของข้าราชการพลเรือนสามัญ การสำรวจข้อมูลระดับหมู่บ้าน เป็นต้น

5. วิธีการทดลอง (Experimental Design) การเก็บรวบรวมข้อมูล โดยวิธีนี้จะต้องอาศัยวิชาสถิติในเรื่องการวางแผนการทดลองมาช่วย การวิจัยทางสังคมส่วนใหญ่จะใช้วิธีนี้ไม่ได้ โดยมากจะใช้กับการทดลองทางด้านเกษตร วิทยาศาสตร์ การแพทย์ เช่น ทดสอบผลของการใช้ปุ๋ยชนิดต่างๆ ต่อ การเจริญเติบโตของพืช เป็นต้น ในการทดลองจะพยายามควบคุมปัจจัยอื่นที่ไม่ต้องการทดสอบให้มากที่สุดเท่าที่ จะมากได้ แต่ให้ปัจจัยที่จะทดสอบนั้นเปลี่ยนแปลงได้แล้วคอยติดตามบันทึกข้อมูล ซึ่งเป็นผลของการทดลองจากหน่วยทดลองของแต่ละกลุ่มตามแผนการทดลองนั้นๆ

1.7 แนวทางการเลือกวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล

การที่จะเลือกใช้วิธีใดวิธีหนึ่งให้เหมาะสมที่สุดในการเก็บรวบรวมข้อมูลนั้นจะต้องพิจารณาถึงตัวประกอบที่สำคัญต่อไปนี้ คือ

• ลักษณะของข้อมูลที่จะรวบรวม
• คุณภาพของข้อมูลที่จะได้หรือระดับความถูกต้องเชื่อถือได้ของข้อมูลที่จะได้จากแต่ละวิธีโดยเทียบกับความต้องการ
• เปรียบเทียบข้อดี ข้อเสียของแต่ละวิธี
• ความสามารถในการปฏิบัติงานของแต่ละวิธี
• เวลาที่จะต้องใช้ทั้งในการเก็บรวบรวมข้อมูลและการประมวลผล
• งบประมาณและอัตรากำลังที่จะใช้


1.8 ขั้นตอนการดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยวิธีสำมะโน / สำรวจ

สำนักงานสถิติแห่งชาติ ใช้วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลที่สำคัญ 2 วิธี คือ วิธีการสำมะโน และวิธีการสำรวจ ซึ่งมีขั้นตอนในการปฏิบัติงานอยู่ 4 ขั้นตอน คือ

1. ขั้นการวางแผนและเตรียมงาน เป็นขั้นตอนที่ต้องใช้ความรู้ทางวิชาการสถิติมากที่สุด โดย ต้องทำการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับสถิติที่จะเก็บรวบรวม ตลอดจนประโยชน์ที่จะได้รับ พร้อมทั้งกำหนดแผนงาน ที่จะดำเนินการ ตั้งแต่ขั้นตอนการศึกษารายละเอียดของโครงการ กำหนดวัตถุประสงค์ พิจารณางบประมาณ จัดทำแบบสอบถาม กำหนดระเบียบวิธีการสำรวจ การอบรมเจ้าหน้าที่การประชาสัมพันธ์ ตลอดจนการเตรียมงานประมวลผล

ขั้นตอนที่มีความสำคัญมากในการที่จะทำให้ได้ข้อมูลถูกต้องสมบูรณ์ใกล้เคียงกับความเป็นจริง คือ การกำหนดระเบียบวิธีการสำรวจซึ่งเป็นขั้นตอนในการกำหนดขนาดตัวอย่าง และวิธีการในการเลือกตัวอย่าง ซึ่งจะต้องจัดทำให้ถูกต้องตามหลักวิชาการสถิติมากที่สุด

2. ขั้นการเก็บรวบรวมข้อมูล ในทางปฏิบัติเรียกขั้นตอนนี้ว่า การปฏิบัติงานสนาม เป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นขั้นตอนที่จะทำให้ได้ข้อมูลตามที่ต้องการ ซึ่งอาจจะเก็บข้อมูลจากรายงาน เอกสารต่างๆ หรือส่งเจ้าหน้าที่ออกไปทำการสัมภาษณ์จากแหล่งที่ให้ข้อมูลโดยตรง เช่น ครัวเรือน สถานประกอบการ หรือผู้ที่สามารถให้ข้อมูลได้แล้วบันทึกข้อมูลลงในแบบสอบถาม หรือขอความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้บันทึกข้อมูลลงในแบบสอบถาม การปฏิบัติงานใน ขั้นตอนนี้จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้ที่ให้ข้อมูลเป็นอย่างมาก

3. ขั้นการประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูล เมื่อปฏิบัติงานเก็บรวบรวมข้อมูลเสร็จเรียบร้อยแล้ว แบบสอบถามที่บันทึกข้อมูลแล้ว จะถูกนำมาทำการประมวลผล ซึ่งในปัจจุบันจะทำการประมวลผลด้วยระบบคอมพิวเตอร์ (Mainframe และ Microcomputer) โดยแบบสอบถามเหล่านั้นจะถูกนำมาทำการบรรณาธิกร คือ การตรวจสอบความครบถ้วน ความถูกต้อง ความแนบนัย และความเป็นไปได้ของข้อมูล แล้วนำไปทำการลงรหัส คือ การแปลงข้อมูลจากแบบสอบถามให้เป็นรหัส หลังจากนั้นนำข้อมูลที่อยู่ในรูปของรหัส มาบันทึกลงในสื่อ เพื่อใช้ในการประมวลผลด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ เช่น เทปแม่เหล็ก diskette เป็นต้น ปัจจุบันสำนักงานสถิติแห่งชาติได้นำเครื่อง ICR (Intelligent Character Recognition) มาใช้ในการอ่านข้อมูล ซึ่งทำให้สามารถลดเวลาในการประมวลผลลงได้อย่างมาก ต่อจากนั้นทำการทวนสอบข้อมูลที่บันทึกลงในสื่ออีกครั้งด้วยระบบคอมพิวเตอร์ แล้วทำการประมวลผลด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ ตามรูปแบบที่ได้กำหนดไว้ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นในรูปของตารางสถิติ เมื่อประมวลผลเสร็จแล้วก็จะทำการตรวจสอบข้อมูลที่ได้อีกครั้งแล้วจึงนำมา วิเคราะห์ ตีความหรือแปลความหมายของข้อมูลสถิติที่ได้

4. ขั้นการนำเสนอข้อมูลและจัดทำรายงาน เป็นขั้นตอนที่จะนำผลที่ได้จากการทำสำมะโน หรือสำรวจออกเผยแพร่ให้ผู้ใช้ข้อมูลหรือประชาชนได้ทราบ งานในขั้นนี้ มีเป้าหมายหลัก คือ เพื่อจัดข้อมูลที่ให้ความหมายอย่างเป็นระเบียบ สรุปข้อมูลได้ง่าย และเพื่อเน้นลักษณะของข้อมูลนั้น ซึ่งได้แก่ การจัดรูปแบบการนำเสนอข้อมูล ( ตารางสถิติ แผนภูมิ แผนภาพ ) การจัดทำต้นฉบับรายงานผล สำมะโนหรือสำรวจ พร้อมทั้งดำเนินการจัดพิมพ์เป็นรูปเล่มและเผยแพร่ต่อไป





1.9 วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล
วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลสถิติ ในทางปฏิบัติอาจทำได้หลายวิธี คือ

1. วิธีการสัมภาษณ์จากผู้ให้คำตอบโดยตรง (Personal interview หรือ Face to face interview) เป็นวิธีการที่ส่งเจ้าหน้าที่หรือพนักงานออกไปสัมภาษณ์ผู้ให้คำตอบ และบันทึกคำตอบลงในแบบข้อถาม วิธีนี้นิยมใช้กันมากในการทำสำมะโนและสำรวจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสภาพการณ์ของประเทศไทย เป็นวิธีการที่จะทำให้ได้ข้อมูลที่ละเอียด พนักงานสัมภาษณ์สามารถชี้แจงหรืออธิบายให้ ผู้ตอบเข้าใจในคำถามได้ ทำให้ได้รับคำตอบตรงตามวัตถุประสงค์ แต่การที่จะให้ได้คำตอบที่ดี ก็ต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ เช่น วิสัยสามารถของผู้ตอบที่จะเข้าใจคำถาม ความตั้งใจของผู้ตอบและความสุจริตใจที่จะให้คำตอบ ความสามารถของพนักงาน ที่จะสัมภาษณ์ได้อย่างละเอียดครบถ้วน และบันทึกคำตอบอย่างถูกต้อง และที่สำคัญที่สุดคือ ความซื่อสัตย์สุจริตของพนักงานสัมภาษณ์ที่จะไม่กรอกข้อมูลเอง ซึ่งในทางปฏิบัติก่อนที่จะส่งเจ้าหน้าที่หรือพนักงานออกไปปฏิบัติงาน จะต้องทำการอบรมชี้แจงให้เข้าใจถึงขั้นตอนการสัมภาษณ์ ตลอดจนวัตถุประสงค์ของโครงการ คำจำกัดความหรือความหมายของคำต่างๆ ที่ใช้ในแบบข้อถาม การกรอกแบบข้อถาม ซึ่งรายละเอียดต่างๆ เหล่านี้ ได้กำหนดไว้ในคู่มือการปฏิบัติงานเก็บรวบรวมข้อมูล

2. วิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ (Enumeration by telephone) เป็นวิธีการที่อาจทำได้อย่างรวดเร็ว และทุ่นค่าใช้จ่าย เพราะไม่ต้องเดินทาง แต่มีขอบเขตจำกัด คือใช้ได้เฉพาะผู้ที่มีโทรศัพท์เท่านั้น คำถามที่ถามจะต้องสั้นและเข้าใจง่าย วิธีนี้จึงใช้ในการเก็บรวบรวมที่รายการข้อถามไม่มากนัก ประมาณ 1 – 2 รายการ จึงมักใช้ร่วมกับวิธีอื่น หรือใช้ในการทวงถามใบแบบข้อถาม หรือสอบถามเพิ่มเติมเมื่อมีข้อสงสัย เกี่ยวกับคำตอบ หรือไม่ได้รับคำตอบในบางรายการ หรืออาจใช้ในการตรวจสอบการทำงานของพนักงาน

3. วิธีการให้พนักงานไปทอดแบบไว้ให้ผู้ตอบกรอกข้อมูลเอง (Self enumeration) วิธีนี้พนักงานจะนำแบบข้อถามไปมอบไว้ให้กับผู้ตอบ โดยอธิบายถึงวิธีการกรอกเท่าที่จำเป็น ผู้ตอบจะต้องกรอกแบบ ข้อถามเอง พนักงานจะกลับไปรับแบบข้อถามที่กรอกข้อมูลแล้วในวันที่กำหนด ในขณะเดียวกันพนักงานจะต้องทำการตรวจสอบความถูกต้อง และความครบถ้วนของข้อมูลที่กรอกแล้ว ถ้าผิดพลาดหรือ ไม่ครบถ้วนจะต้องสัมภาษณ์เพิ่มเติม วิธีนี้เหมาะที่จะใช้กับผู้ที่ มีการศึกษาพอที่จะอ่าน เขียน เข้าใจคำถามได้ สำหรับประเทศไทยระดับการศึกษาและการให้ความร่วมมือของประชากรยังแตกต่างกัน มาก ฉะนั้นจึงเหมาะสมที่จะใช้กับงานบางโครงการเท่านั้น แบบข้อถามที่จะใช้วิธีนี้จะต้องมีคำถามที่เข้าใจง่าย มีคำอธิบายอย่างชัดเจน และการกรอกแบบข้อถามต้องไม่ยุ่งยาก

4. วิธีการส่งแบบข้อถามให้ผู้ตอบทางไปรษณีย์ (Mailed questionnaire) เป็นวิธีที่ส่งแบบข้อถาม ให้ผู้ตอบทางไปรษณีย์ และให้ผู้ตอบส่งแบบข้อถามที่กรอกข้อมูลแล้วกลับคืนมาทางไปรษณีย์เช่นเดียว กัน วิธีนี้คล้ายกับการทอดแบบ แต่ต่างกันตรงที่ส่งแบบทางไปรษณีย์ เป็นวิธีการที่เสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด เพราะเสียเพียงค่าแสตมป์แทนค่าใช้จ่ายของพนักงานสนาม โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้ที่จะให้คำตอบอยู่กระจัดกระจายกันมาก ซึ่งไม่อยู่ในวิสัยที่จะส่งพนักงานสนามไปทำการสัมภาษณ์ได้ ในกรณีที่ผู้ตอบเห็นความสำคัญของข้อมูล ข้อมูลที่ได้อาจมีคุณภาพดีกว่าข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์เพราะผู้ตอบมีเวลา คิด ก่อนตอบ และไม่ต้องตอบภายใต้สภาวะการณ์เร่งรีบของพนักงานสัมภาษณ์ แต่วิธีนี้ก็มีข้อเสียที่มักจะมีอัตราการไม่ตอบ (non-response rate) สูง วิธีนี้มีข้อจำกัดในการใช้คือ

• แบบต้องไม่ยากและไม่ยาวเกินไป
•ใช้ในประเทศที่มีบริการไปรษณีย์ดี
• ผู้ตอบต้องสามารถอ่านคำถาม และข้อสั่งชี้แจงได้เข้าใจ
•ต้องใช้เวลาคอยจนกว่าจะได้รับแบบครบจำนวนที่ต้องการ และบางทีต้องมีการทวงถามหลายครั้ง
• ถ้าคำตอบไม่ชัดเจน ต้องเสียเวลาถามซ้ำโดยวิธีการอื่

5. วิธีการสังเกตการณ์ (Observation) เป็นวิธีเก็บข้อมูลโดยการสังเกตโดยตรงจากปฏิกิริยา ท่าทาง หรือเหตุการณ์หรือปรากฏการณ์ ที่เกิดขึ้นในขณะใดขณะหนึ่ง และจดบันทึกไว้โดยไม่มีการสัมภาษณ์ วิธีนี้ใช้กันอย่างกว้างขวางในการวิจัย เช่น จะศึกษาดูปฏิกิริยาของผู้ขับรถยนต์บนท้องถนนภายใต้ สภาพการณ์จราจรต่าง ๆ กัน ก็อาจจะส่งเจ้าหน้าที่ไปยืนสังเกตการณ์ได้ การสังเกตจำนวนลูกค้าและบันทึกปริมาณการขายของสถานประกอบการ โดยพนักงานเก็บภาษีของกรมสรรพากร เพราะการไปสัมภาษณ์ผู้ประกอบการถึงปริมาณการขาย ย่อมไม่ได้ข้อมูลที่แท้จริง

6. วิธีการบันทึกข้อมูลจากการวัดหรือนับ วิธีนี้จะมีอุปกรณ์เพื่อใช้ในการวัดหรือนับตามความจำเป็นและความเหมาะสม เช่น การนับจำนวนรถยนต์ที่แล่นผ่านที่จุดใดจุดหนึ่ง ก็อาจใช้เครื่องนับโดยให้รถ แล่นผ่านเครื่องดังกล่าว หรือ การเก็บข้อมูลด้วยการวัด เช่น การเก็บข้อมูลเกี่ยวกับขนาดของ แปลงเพาะปลูก พืช ทำได้โดยการวัดความยาวของแต่ละด้าน เพื่อคำนวณหาพื้นที่ตามหลักเกณฑ์การหาพื้นที่ เป็นต้น

1.10 คุณสมบัติของผู้เก็บรวบรวมข้อมูล ( พนักงานสนาม )

สำหรับการปฏิบัติงานเก็บรวบรวมข้อมูล เพื่อที่ได้ข้อมูลที่มีคุณภาพดีนั้น ผู้เก็บรวบรวมข้อมูลจะต้องยึดถือหลักปฏิบัติ ดังนี้

• ต้องมีความซื่อสัตย์ต่องานอย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นความรับผิดชอบที่สำคัญที่สุด ถ้าพนักงาน ไม่ซื่อสัตย์ต่องานแล้ว นอกจากข้อมูลที่ได้มาจะไม่สมบูรณ์แล้วยังเป็นการแสดงว่า ตัวพนักงานเองเป็นบุคคลที่ไม่พึงได้รับความเชื่อถือและไว้วางใจอีกด้วย ความซื่อสัตย์นี้เป็นสิ่งจำเป็นไม่เฉพาะเพียงแต่ในงานสัมภาษณ์เท่านั้น แต่จำเป็นตลอดถึงงานทุกงานด้วย จะต้องไม่หลบงาน ปฏิบัติงานตามตารางเวลาที่กำหนดไว้ในเขตรับผิดชอบของตน มีความตรงต่อเวลา
• ต้องเป็นคนที่ไว้ใจได้ หมายความว่า ไว้ใจได้ในผลของงานที่ได้ปฏิบัติไปแล้ว และที่จะปฏิบัติต่อไปว่ามีความถูกต้องสมบูรณ์ไม่บกพร่อง
• ต้องรู้จักวิธีถาม เพื่อที่จะให้ผู้ตอบสัมภาษณ์ตอบได้ตรงกับวัตถุประสงค์ของการสำรวจ ดังนั้น ตัวผู้สัมภาษณ์เองจะต้องเข้าใจวัตถุประสงค์อย่างแจ่มแจ้ง เพื่อที่จะอธิบายและดำเนินการสัมภาษณ์ได้ ตรงจุด หากไม่เข้าใจวัตถุประสงค์อาจจะอธิบายหรือซักถามไม่ตรงกับเป้าหมาย อันจะทำให้ข้อมูลหรือข้อความ ที่ได้มาผิดความต้องการไป
ต้องบันทึกแบบให้ตรงกับความเป็นจริง หมาย ความว่า ต้องบันทึกคำตอบตามที่ได้รับมา และวางตัวเป็นกลางกับคำตอบของผู้สัมภาษณ์ ไม่ใช่ว่าได้รับคำตอบมาอย่างหนึ่งแต่พยายามจะแปลความหมายไปอีกอย่างหนึ่ง ต้องไม่มีความลำเอียงกับคำตอบของผู้สัมภาษณ์ ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้ตอบตอบความจริง ถ้าไม่แน่ใจให้ซักถามต่อไป อย่าใช้ความคิดของตนเองแปลความหมายของผู้ให้สัมภาษณ์
• ต้องมีความตั้งใจในการบันทึกแบบให้ครบถ้วนและให้อ่านออกด้วย การบันทึกคำตอบ ลงในแบบนั้น ต้องกระทำโดยรอบคอบ เรียบร้อย และตั้งใจไม่ใช่เป็นการรีบ ๆ ปฏิบัติเพื่อให้พ้นภาระไปเท่านั้น ปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง คือ ผู้ที่มีหน้าที่ประมวลผลหรือตีความหมายข้อมูลไม่สามารถอ่านข้อความที่ พนักงานบันทึกมาได้ ซึ่งก็เกิดผลเสียแก่ข้อมูลที่ได้มา
• ต้องสนใจและเข้าใจในแนวความคิดของผู้ถูกสัมภาษณ์ คือ ต้องให้ความสนใจว่าสิ่งที่ ผู้ถูกสัมภาษณ์ต้องการคืออะไร มีแนวความคิดอย่างไร เพื่อที่จะให้ได้คำตอบที่ตรงกับวัตถุประสงค์ของเรา ต้องแสดงให้เขาเห็นถึงความสำคัญของการสำรวจ การที่พนักงานจะออกไปสัมภาษณ์โดยไม่เข้าใจในผู้ถูกสัมภาษณ์นั้น อาจทำให้ได้ข้อมูลที่ผิดพลาดมาได้
• ต้องสามารถที่จะกระตุ้นให้ผู้ถูกสัมภาษณ์เกิดความเชื่อมั่นและสบายใจในการที่จะให้ ความร่วมมือ เช่น ชี้แจงให้เห็นประโยชน์จากการที่เขาจะให้ความร่วมมือกับเราและรับรองอย่างแข็งขันว่า ข้อ ความที่ให้ไปจะถือเป็นความลับโดยเคร่งครัด

การแต่งกาย การแสดงกิริยา และการวางตัว เป็น สิ่งสำคัญในการโน้มน้าวไปสู่ความรู้สึก ที่ดีและการมีไมตรีจิต พนักงานควรแต่งตัวให้เรียบร้อยและมีท่วงทีวาจาสุภาพอ่อนโยนเป็นกันเอง ไม่วางตัวข่มขู่ผู้ให้สัมภาษณ์ ในการปฏิบัติงานพนักงานจะต้องพบกับบุคคลจำนวนมากซึ่งมีนิสัยใจคอและการให้ ความร่วมมือแตกต่างกัน พนักงานควรมีความอดทนต่อสิ่งที่ไม่พอใจ เช่น การไม่ตอบคำถาม การตำหนิติเตียนต่างๆ เป็นต้น


1.11 การตรวจสอบคุณภาพข้อมูล

ข้อมูล สถิติควรจะมีความสมบูรณ์ครบถ้วน (Completeness) และความถูกต้อง (accuracy) มากพอสมควร เพื่อผู้ใช้ข้อมูลจะได้นำไปใช้ในการวิเคราะห์วิจัยให้ได้ผลใกล้เคียงความ จริงมากที่สุด การที่จะได้มาซึ่งข้อมูลที่มีความสมบูรณ์ถูกต้องก็คือ ต้องขจัดความคลาดเคลื่อน ให้เหลือน้อยที่สุด

วิธีการตรวจสอบคุณภาพของข้อมูล คือ

• ตรวจสอบความครบถ้วนของข้อมูล เป็นการตรวจสอบรายการต่างๆ ว่า ได้มีการบันทึกครบถ้วนทุกรายการที่กำหนดหรือไม่
• ตรวจสอบความถูกต้องและความแนบนัยของข้อมูล เป็นการตรวจสอบข้อมูลว่า มีการบันทึกมาถูกต้องแนบนัยหรือไม่ ดังนี้
• การตรวจสอบความแนบนัยภายใน (Internal consistency) คือ การตรวจว่าข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กัน มีความสอดคล้องกันหรือไม่
• การตรวจสอบความแนบนัยภายนอก (External consistency) เป็นการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล โดยอาศัยความรู้ความชำนาญหรือสถานการณ์ภายนอกมาช่วยในการพิจารณา

การตรวจสอบข้อมูลสถิติควรจัดทำในขั้นตอนของการดำเนินงานทางสถิติ ดังนี้

1. ขั้นการเก็บรวบรวมข้อมูล ( งานสนาม ) การเก็บรวบรวมข้อมูลสถิติ เป็นขั้นตอนหนึ่งที่สำคัญมาก เนื่องจาก ข้อมูลสถิติจะมีคุณภาพดีหรือไม่และมีความ เชื่อถือได้มากน้อยเพียงไร ขึ้นอยู่กับคุณภาพของข้อมูลที่ได้จากการปฏิบัติงานเก็บรวบรวมข้อมูล ดังนั้นการตรวจสอบ ข้อมูลในขั้นนี้จะต้องตรวจสอบอย่างละเอียดรอบคอบ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องมากที่สุด สำหรับนำไปใช้ในขั้นตอนต่อไป โดยต้องทำการตรวจสอบ

- ความครบถ้วนของข้อมูล เป็นการตรวจสอบรายการต่างๆ ในแบบข้อถามว่าได้มีการบันทึกครบถ้วนทุกรายการที่กำหนดหรือไม่ ในการบันทึกหรือกรอกแบบข้อถามนั้น ถ้ามีรายการหรือข้อถามใดที่คำตอบว่างไว้เฉยๆ ก็จะถือได้ว่า แบบข้อถามนั้นขาดความครบถ้วนของข้อมูลไป นอกจากอาจมีบางรายการที่ไม่ต้องทำการบันทึกข้อมูลเพราะเงื่อนไขบางประการ ตัวอย่างเช่น



จากตัวอย่างแบบข้อถามข้างต้นจะต้องตรวจสอบว่า มีการบันทึกครบตามรายการหรือไม่ ในกรณีตัวอย่างนี้ถ้าผู้ที่ถูกสำรวจมีอาชีพรับราชการ ก็ไม่ต้องบันทึก ข้อ 6 ข้ามไปบันทึก ข้อ 7 แต่ถ้า ผู้ตอบมีอาชีพทำ การเกษตรก็ต้องบันทึกข้อมูลเนื้อที่ถือครองทำการเกษตร ( ข้อ 6) ด้วย ฉะนั้นในการตรวจสอบความครบถ้วนผู้ตรวจสอบจะต้องดูทุกรายการว่าได้มีการ บันทึกหรือไม่บันทึกอย่างไร

- ความถูกต้องและความแนบนัยของข้อมูล เป็นการตรวจสอบข้อมูลที่บันทึกอยู่ในแบบ ข้อถามว่ามีความถูกต้องหรือไม่ แบบข้อถามบางแบบอาจจะบันทึกมาครบถ้วนทุกรายการที่กำหนด แต่ข้อมูล ที่บันทึกอาจไม่ถูกต้อง เช่น จากแบบสำรวจข้างต้น ถ้าการบันทึกแบบเป็นดังนี้



เมื่อตรวจสอบแบบข้างต้นอย่างละเอียดแล้ว จะพบความผิดในการบันทึกข้อมูลดังนี้

1) ข้อ 2 การบันทึกเครื่องหมาย 3 ทั้งสองแห่ง ที่ถูกควรกา 3 ที่เพศชาย ไม่ใช่กา 3 ทั้งสองเพศ

2) อายุ 14 ปี มีการศึกษาจบปริญญาตรี ซึ่งจะเห็นว่าคนอายุ 14 ปี ยังไม่น่าที่จะจบปริญญาตรี ฉะนั้นจะเห็นว่าการบันทึกข้อมูล ในข้อ 3 และข้อ 4 นี้ไม่แนบนัยกัน
3) การบันทึกในข้อ 6 มีที่นา 10 ไร่ ได้ผลผลิตข้าว 20 เกวียน ( เท่ากับ 2,000 ถัง ) เฉลี่ย ผลผลิตต่อไร่ = เท่ากับ 200 ถังต่อไร่ ซึ่งสูงผิดปกติ เพราะตามความเป็นจริงนั้นผลผลิตข้าวเฉลี่ย 1 ไร่ จะไม่สูงถึง 200 ถัง ฉะนั้น การบันทึกข้อมูลอาจจะผิดที่จำนวนที่นาหรือจำนวนผลผลิต ก็ได้

1.12 การคำนวณค่าสถิติ

ค่าสถิติที่นิยมใช้สำหรับสรุปผลข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล และนำเสนอข้อมูลได้แก่

1. ยอดรวม (Total) คือ การนำข้อมูลสถิติมารวมกันเป็นผลรวมทั้งหมด เช่น จำนวนประชากรทั้งหมด ในภาคเหนือ จำนวนคนว่างงานทั้งประเทศ เป็นต้น
2. ค่าเฉลี่ย (Average, Mean) หมายถึง ค่าเฉลี่ยซึ่งเกิดจากข้อมูลของผลรวมทั้งหมดหารด้วยจำนวนรายการของข้อมูล เช่น การวัดส่วนสูงของผู้เข้ารับการอบรมสถิติ จำนวน 20 คน สำหรับส่วนสูงของผู้เข้ารับการอบรม 20 คน ที่วัดได้เป็นเซ็นติเมตร มีดังนี



3. สัดส่วน (Proportion) คือ ความสัมพันธ์ของจำนวนย่อยกับจำนวนรวมทั้งหมด กล่าวคือ ให้ถือจำนวนรวมทั้งหมดเป็น 1 ส่วน เช่น



4. อัตราร้อยละหรือเปอร์เซนต์ (Percentage or Percent) คือ สัดส่วน เมื่อเทียบต่อ 100 การคำนวณก็ทำได้ง่าย โดยเอา 100 ไปคูณสัดส่วนที่ต้องการหาผลลัพธ์ก็จะออกมาเป็นร้อยละ หรือเปอร์เซนต์

ตัวอย่าง ในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง มีคนไข้อยู่ 750 คน แยกเป็นคนไข้ประเภทต่าง ๆ ดังนี้ คนไข้ โรคทรวงอก 180 คน คนไข้ระบบทางเดินอาหาร 154 คน คนไข้ระบบประสาท 145 คน คนไข้ โรคตา หู คอ จมูก 112 คน ที่เหลือเป็นคนไข้โรคอื่น ๆ 159 คน เราจะหาร้อยละหรือเปอร์เซนต์ของคนไข้ประเภทต่าง ๆ ได้ดังนี้



5. อัตราส่วน (Ratio) คือ ความสัมพันธ์ของตัวแปรที่มีต่อกันระหว่างตัวแปรสองตัวแปร เป็น การเปรียบเทียบตัวเลขจำนวนหนึ่งหรือหลายจำนวนกับตัวเลขอีกจำนวนหนึ่ง ตัวเลขที่เราใช้เปรียบเทียบ ด้วยนั้นเราเรียกว่า “ ฐาน ” เราสามารถคำนวณหาอัตราส่วนได้โดยใช้ตัวเลขจำนวนที่เราต้องการจะเปรียบเทียบ ตั้งหารด้วยตัวฐาน ตัวอย่างเช่น

• อัตราส่วนระหว่าง 502 ต่อ 251 คือ 2 ต่อ 1 ซึ่งเราใช้ตัวเลข 251 เป็นฐาน 502 เป็นตัวเลขที่ต้องการจะเปรียบเทียบกับตัวเลขฐาน 251
• หมู่บ้านแห่งหนึ่งมีประชากรทั้งสิ้น 7,530 คน เป็นเพศชาย 4,110 คน เป็นเพศหญิง 3,420 คน จะหาอัตราส่วนของเพศชายต่อเพศหญิงของประชากรในหมู่บ้านนี้จะเป็น 4,110 ต่อ 3,420 คือ 1.2 ต่อ 1 หมายความว่า ในหมู่บ้านนี้มีประชากรเพศชายเป็นจำนวน 1.2 เท่าของจำนวนประชากรเพศหญิง

หมู่บ้านแห่งหนึ่งมีประชากร 759 คน มีเนื้อที่ 30 ตารางกิโลเมตร ดังนั้น ความหนาแน่น ของประชากรในหมู่บ้านนี้ จะเท่ากับ 25.3 คนต่อตารางกิโลเมตร